แอปพลิเคชัน Loyalty ตัวใหม่ สร้างยังไงให้ยั่งยืน? [ฉบับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม]
ในบทความนี้ เราจะช่วยชี้ 5 ข้อพิจารณาสำคัญและ 3 ตัวเลือกของโซลูชันระบบ Loyalty ให้กับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังวางแผนที่จะมีแอปพลิเคชัน Loyalty เป็นของตนเอง
TYPE
Thoughts
TOOL
Loyalty App
บทนำ
ในตลาดของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ประกอบการทุกรายต่างทราบดีว่า การแข่งขันกันเพื่อแย่งความจงรักภักดีของลูกค้ามีความเข้มข้นและดุเดือดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น กลยุทธ์ในการรักษาฐานลูกค้าจึงกลายมีความสำคัญและขาดไม่ได้ในการทำการตลาด และแน่นอนว่า บัตรสะสมแต้มแบบเก่าๆ อาจจะไม่เพียงพอและไม่ทันกาลอีกต่อไป ทำให้ธุรกิจต่างหันมาพยายามทำโปรแกรม Loyalty ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ออนไลน์อย่างต่อเนื่อง มีรีวอร์ดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเอง และทุกอย่างต้องทำได้ผ่านมือถือ
“แอปพลิเคชัน Loyalty” ที่ดีจึงมีผลมากต่อการดึงลูกค้าเก่ามาซื้อซ้ำ และทำให้ยอดซื้อต่อบิลสูงขึ้นตามลำดับ แต่การจะมีแอปสักตัวต้องมีปัจจัยหลายส่วนและพิจารณาวางแผนอย่างรอบคอบ
ในบทความนี้ เราจะพาทุกท่านมาเข้าใจ “ข้อพิจารณาสำคัญ” ที่ต้องคิดก่อนจะสร้างแอป Loyalty ตัวใหม่กันครับ!
5 ข้อต้องคิดก่อนทำแอป Loyalty
1. ทำ “เป้าหมาย” และ “กลยุทธ์” ให้ชัด
ก่อนจะลงทุนทำแอปใหม่ ลองเช็คเป้าหมายทางการตลาดของตนเองใช้ชัดก่อนว่า เราต้องการจะให้แอปนี้จะช่วย…
✅ เพิ่มความถี่ในการมาหน้าร้าน?
✅ เพิ่มยอดซื้อต่อบิล?
✅ ให้ซื้อสินค้าจากแอปได้เลย?
✅ ดึงลูกค้าจากแพลตฟอร์มอื่นมาไว้บนแพลตฟอร์มของตนเอง?
✅ เก็บข้อมูลลูกค้ามาเพื่อทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (personalized marketing)?
หรือ มีจุดประสงค์อื่นๆ
การเลือกเป้าหมายในการทำโปรแกรม Loyalty ให้ได้ก่อน เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด ซึ่งในฐานะที่ปรึกษา เราจะแนะนำให้ลูกค้าทำก่อนเป็นลำดับแรกเสมอ
เมื่อมีเป้าหมายชัด ลองมาคิดต่อในมุมของ “โมเดล” การทำ Loyalty กันบ้าง
โดยทั่วไป จะมีโมเดลที่ธุรกิจมักจะใช้กัน ดังนี้:
ระบบคะแนน: ลูกค้าจะได้คะแนนตามสัดส่วนของยอดซื้อ และนำไปแลกรีวอร์ดมา เช่น ทุก 25 บาท เป็น 1 คะแนน และยอดการแลกรีวอร์ด เป็น ทุก 1,000 คะแนนเป็น 100 บาท เป็นต้น
ระบบระดับสมาชิก (Tiered programs): ยิ่งซื้อมากเท่าไหร่ ยิ่งมีระดับที่สูงขึ้นพร้อมสิทธิพิเศษที่มากขึ้น
ระบบสมาชิกแบบเช่าใช้: ลูกค้าจ่ายเงินรายเดือน/รายปีเป็นสมาชิกเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของคลับหรือกลุ่มพิเศษที่จะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าผู้ที่ไม่ใช่สมาชิก
การสะสมแต้มเสมือนเล่นเกมส์ (Gamification): ลูกค้าสะสมแต้มในรูปแบบการเล่นเกมส์ เช่น การมีมิสชั่นหรือด่านให้สะสมแต้มให้ครบ เมื่อครบจะได้ Badge หรือเหรียญบางอย่าง ซึ่งจะให้สิทธิพิเศษบางอย่าง เป็นต้น
การจะมีหรือไม่มีฟีเจอร์เหล่านี้บนแอป Loyalty ต้องพิจารณาถึงลูกค้าที่จะมาเป็นสมาชิกของแบรนด์ ว่ามีพฤติกรรมในการซื้ออย่างไร มีความ Sensitive ต่อราคาหรือไม่ ตอบรับกับโปรโมชันหรือรีวอร์ดอย่างไร และที่สำคัญกลยุทธ์และการวางตัวของแบรนด์ของเรานั้นเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราวางแผน “ประสบการณ์” ที่ลูกค้าจะมีต่อแอปของเรา (และแน่นอนว่า ฟีเจอร์เหล่านี้ มีต้นทุนที่สูงต่างกันนะครับ)
2. การเชื่อมต่อกับระบบที่มีอยู่
ในกรณีส่วนใหญ่แล้ว แอป Loyalty ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองคนเดียว สำหรับธุรกิจที่มีการเติบโต เราจะต้องพิจารณาถึงระบบที่มีการใช้อยู่แล้ว และการเชื่อมต่อเข้ากับแอปของเราให้ไร้ความผิดพลาดมากที่สุด โดยปกติแล้วจะได้แก่
🔹 ระบบขายหน้าร้าน (POS):
ถือเป็นระบบที่สำคัญที่สุดต่อแอป Loyalty เพราะเป็นที่มาของการขาย ส่วนใหญ่แล้วจะมีการเชื่อมต่อกันในส่วนของ (1) ยอดซื้อ เมื่อบันทึกซื้อใน POS แล้วให้มีการสะสมแต้มให้ลูกค้าทันที (2) รีวอร์ด หากลูกค้าจะใช้ Voucher บางอย่าง จะต้องสามารถบันทึกส่วนลดได้ใน POS (3) ฐานข้อมูลสมาชิก การที่จะรู้ได้ว่าใครจะได้สิทธิพิเศษอะไร จะต้องมีฐานข้อมูลสมาชิกที่ตรงกันทั้งในแอปและใน POS เป็นต้น
🔹 แพลตฟอร์ม E-commerce:
หากเป้าหมายคือการดึงลูกค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ มาไว้ที่แอปของเรา อาจจะมีวิธีให้ลูกค้าสมัครสมาชิกจากแพลตฟอร์มอื่น หรือมาแลกรีวอร์ดจากแอป เพื่อเอาไปเป็นส่วนลดที่แพลตฟอร์มอื่น เป็นต้น
🔹เครื่องมืออย่าง CRM, Marketing Automation, หรือ CDP:
เมื่อได้ข้อมูลลูกค้ามาแล้ว หากแอปของเราไม่ได้มีเครื่องมือในการสื่อสารกลับไปหาลูกค้าในทุกช่องทาง ก็สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมือเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถทำการแบ่งกลุ่มลูกค้าออกตามระดับ ยอดซื้อ ความถี่ และอื่นๆ เพื่อทำการเสนอโปรโมชัน หรือส่วนลดพิเศษที่เฉพาะตามบุคคลมากขึ้น
การที่ระบบเหล่านี้เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียวกับแอป Loyalty จะช่วยทำให้งานหลังบ้านของเราไม่สะดุด มีข้อผิดพลาดน้อย ตรวจสอบได้ และที่สำคัญลูกค้าจะได้ประสบการณ์ที่รวดเร็วทันใจและสร้างความประทับใจที่ดี
3. ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้า (User Experience - UX) และการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (Engagement)
แอป Loyalty ที่ประสบความสำคัญจะต้อง ใช้ง่าย เร็ว และให้รีวอร์ดจริงๆ
ข้อพิจารณาหลักๆ ด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่
💡ออกแบบมาเพื่อมือถือ:
ลูกค้าส่วนใหญ่คาดหวังอยู่แล้วว่าแอป Loyalty จะต้องเปิดบนมือถือ ผ่านแอปของแบรนด์ หรือผ่านแพลตฟอร์มแชทอย่าง Line, Alipay, WhatsApp
💡สมัครใช้ง่าย แลกรีวอร์ดง่าย:
การสมัครใช้ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำให้ง่ายและเร็วที่สุดสำหรับลูกค้า หากใช้เวลาหรือต้องการข้อมูลมากเกินไป อาจจะทำให้ลูกค้าล้มเลิกความตั้งใจไปได้ง่ายๆ การแลกรีวอร์ดก็เช่นกัน ต้องทำให้ลูกค้าเห็นว่ามีคะแนนเท่าไหร่ แลกอะไรได้บ้าง และทำการแลกได้อย่างไม่ยุ่งยาก
💡เนื้อหาที่เฉพาะส่วนบุคคล (Personalization):
หากจะส่งโปรโมชัน ลูกค้าก็มักจะคาดหวังที่จะได้โปรโมชันที่เกี่ยวกับสินค้าที่ชื่นชอบ เคยซื้อ หรือคาดว่าจะซื้อ เพราะฉะนั้น Engine ที่อยู่หลังบ้านของตัวแอปพลิเคชันจะต้องสามารถจัดกลุ่มสมาชิกเพื่อให้เราสามารถส่งเนื้อหาให้ตรงกับข้อมูลของสมาชิกแต่ละคนได้
💡การทำ Gamification:
นอกจากง่ายแล้ว แอป Loyalty ในปัจจุบันยังแข่งกับที่ความ “สนุก” ด้วยการเพิ่มเกมส์ต่างๆ มาให้การสะสมแต้ม หรือเพิ่มยอดซื้อเป็นเรื่องที่ตื่นเต้น หรือน่าเข้าร่วม เช่น การทำชาเลนจ์ การให้ตามเก็บแต้มให้ครบ x แต้ม การไต่ระดับสมาชิกได้สูงขึ้นในระยะเวลาจำกัด เป็นต้น
แต่การจะมีฟีเจอร์เหล่านี้ ก็ต้องคิดให้ดีว่าจะทำให้แอปของเราใช้ยากเกินไปหรือไม่ ซับซ้อนเกินไปจนต้องใช้เวลาในการเรียนรู้นานเกินไปหรือไม่ การออกแบบประสบการณ์และหน้าตาการใช้งานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการพัฒนาแอป
4. การใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์เพื่อทำการตลาดให้ฉลาดกว่าเดิม
การมีแอปพลิเคชันไม่ควรจะทำหน้าที่แค่เพื่อให้รีวอร์ดกับลูกค้า แต่ควรจะให้รีวอร์ดกับแบรนด์ด้วย ในที่นี้ รีวอร์ดของเราก็คือ “ข้อมูล” และ “อินไซต์” ที่ช่วยให้เราพัฒนาแผนธุรกิจและการตลาดให้ได้ดียิ่งๆ ขึ้นไปนั่นเอง เช่น
📊 เข้าใจอินไซต์พฤติกรรมการซื้อของลูกค้า:
เราควรจะเห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่หรือแต่ละกลุ่มมีรูปแบบการซื้อแบบใด? ชอบซื้อเมนูอะไร ในช่วงเวลาใด ทางช่องทางไหน? แต่ละสาขามีกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเมนูต่างกันหรือไม่ เพราะอะไร เป็นต้น อินไซต์เหล่านี้จะช่วยให้แบรนด์สามารถพัฒนาเมนูใหม่ๆ ที่ตรงใจลูกค้าแต่ละกลุ่ม และทำโปรโมชันเฉพาะสาขา หรือระยะเวลาได้อย่างแม่นยำ
📊 ให้ระบบช่วยวิเคราะห์ คาดการณ์ และทำงานให้เรา:
ให้ระบบ โดยเฉพาะตัวที่มี AI ทำการเก็บข้อมูล ประมวลผล วิเคราะห์ และคาดการณ์ให้กับเรา เช่น คาดการณ์สัดส่วนของลูกค้าที่จะเลิกใช้ (Churn) และส่งข้อความเพื่อนำเสนอโปรโมชันให้กลับมาใช้ หรือ ส่งโปรโมชันพิเศษเพื่อดึงกลุ่มลูกค้าที่ไม่มาที่หน้าร้านให้กลับมา เป็นต้น
📊 สร้างยอดขายจากกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจ่าย:
เมื่อมีข้อมูลที่เก็บไว้มากพอ ก็ทำให้เราเห็นกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนขึ้น และจะเห็นเองว่ากลุ่มใดคือกลุ่มที่พร้อมจะจ่ายให้กับสินค้าที่ราคาสูงกว่าปกติ หรือกลุ่มที่พร้อมจะลองเมนูใหม่ๆ ก่อนใคร เราจะเริ่มเรียนรู้ว่าการส่งโปรโมชันพิเศษไปให้กลุ่มเหล่านี้ จะมีผลอย่างไรกับรายได้ที่วิ่งกลับมา
ด้วยข้อมูลเหล่านี้ แบรนด์จะเริ่มทำโปรโมชันที่ฉลาดขึ้น และเริ่มเห็นยอดขายที่สูงขึ้นตามลำดับ
5. อย่าลืมมองความปลอดภัยของข้อมูล และความพร้อมในการขยับขยาย
คุณค่าของแอป Loyalty ก็คือข้อมูลของลูกค้า ทำให้การปกป้องและจัดการข้อมูลลูกค้านั้นเป็นเรื่องที่จะมองข้ามไม่ได้ อย่าลืมเรื่องเหล่านี้:
🔐 การทำตามกฏหมายด้านการรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลอย่าง PDPA เราจะต้องได้รับการยินยอมจากลูกค้าในการใช้ข้อมูล และส่งข้อมูลด้านการตลาดก่อนเสมอ
🔐 การจ่ายเงินที่ปลอดภัย (หากมีการซื้อออนไลน์ได้) และการได้มาซึ่งแต้มหรือการแลกรีวอร์ดที่โปร่งใส ไร้ทุจริต
🔐การเลือกโซลูชันที่มีโครงสร้าง (Infrastructure) ที่พร้อมเติบโตไปกับข้อมูลที่นับวันจะมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระบบควรจะยังทำงานได้ดี ไม่ว่าเราจะมีฐานข้อมูลที่มากขึ้นอย่างรวดเร็วมากน้อยเพียงใด
หากข้อมูลลูกค้ารั่วไหลออกไป หรือแอปหยุดทำงานกระทันหัน จะทำให้ลูกค้าเริ่มไม่เชื่อใจในแบรนด์ และอาจจะทำให้การใช้งานแอปลดน้อยลงได้
โซลูชันในการสร้างแอป Loyalty ตัวใหม่ของคุณ
หลังจากที่ดูข้อพิจารณาสำคัญต่างๆ ในการพัฒนาโปรแกรม Loyalty กันไปแล้ว เรามาดูตัวเลือกโซลูชันในเชิงระบบกันบ้าง ว่าสามารถเริ่มจากระบบแบบใดได้บ้าง
ตัวเลือกที่ 1: แอป Loyalty สำเร็จรูปพร้อมใช้
ในตลาดของไทย มีแอปพลิเคชัน Loyalty ที่พร้อมใช้อยู่แล้วมากมาย เพียงแค่สมัครใช้ และตั้งค่าตามโมเดลที่ต้องการ ก็สามารถเริ่มมีแอปของตนเองได้เลย
✅ เหมาะสำหรับ: ธุรกิจร้านอาหาร หรือแบรนด์ขายขนมที่มีขนาดเล็กถึงกลาง ไม่ต้องการทำโมเดลที่มีความซับซ้อน อยากเริ่มใช้ทันที ไม่ต้องทำการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ที่มีอยู่
✅ ตัวอย่าง: Rocket CRM, Loga, ChocoCRM, Pointspot เป็นต้น
✅ ข้อดี: เริ่มใช้งานได้เลยทันที ราคาไม่แพง และมีฟีเจอร์มาตรฐานให้เราเลือกใช้ได้ ไม่ต้องออกแบบเอง
❌ ข้อเสีย: ปรับแต่งได้น้อยกว่า อาจไม่เป็นไปตามแบรนด์ของตนเองทั้งหมด และอาจมีข้อจำกัดในการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ
👉 ใครควรใช้โซลูชันแบบนี้? ธุรกิจที่ต้องการโซลูชันที่พร้อมใช้ได้โดยไม่ได้มีความต้องการด้านฟีเจอร์ที่ซับซ้อน ไม่มีงบลงทุนสูง
ตัวเลือกที่ 2: แอป Loyalty กึ่งสำเร็จรูป (White-Label)
เป็นแอปพลิเคชันที่มีโครงมาแล้วในระดับหนึ่ง เช่น ฟีเจอร์พื้นฐาน หน้าตาการใช้งาน แต่สามารถให้แบรนด์ทำการปรับแต่งฟีเจอร์บางส่วน รวมถึงหน้าตาการแสดงผลสีและฟ้อนท์ของแอปพลิเคชันได้
✅ เหมาะสำหรับ: ธุรกิจที่ยังต้องการปรับแต่งฟีเจอร์บางอย่าง แต่ไม่อยากเริ่มใหม่จากศูนย์
✅ ตัวอย่าง: Primo, BuzzeBees, HatoHub
✅ ข้อดี: ปล่อยแอปได้เร็วกว่าแบบพัฒนาจากศูนย์ และสามารถปรับหน้าตาให้เป็นไปตามแบรนด์ของตนเองได้ รวมถึงทำฟีเจอร์บางอย่างที่เฉพาะเจาะจงตามกลยุทธ์แบรนด์ได้
❌ ข้อเสีย: มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแอปที่พร้อมใช้ ใช้เวลามากกว่าในการพัฒนา และอาจจะยังมีข้อจำกัดในบางฟีเจอร์
👉 ใครควรใช้โซลูชันแบบนี้? ธุรกิจที่ต้องการประสบการณ์ความเป็น “แบรนด์” สูงมากๆ และต้องการปรับแต่ง Custom บางฟีเจอร์ที่สำคัญต่อกลยุทธ์การตลาดโดยเฉพาะ โดยไม่ต้องลงทุนสูงเท่าพัฒนาขึ้นมาเองใหม่
ตัวเลือกที่ 3: แอป Loyalty ที่พัฒนาขึ้นมาเองใหม่ทั้งหมด
เป็นการพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยไม่มีโครงสร้างใดๆ มาก่อน จะต้องทำการออกแบบทั้งฟีเจอร์ความต้องการ หน้าตา และการเชื่อมต่อทั้งหมดใหม่
✅ เหมาะสำหรับ: ธุรกิจร้านอาหารเครือขนาดใหญ่ แบรนด์อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีหลายสาขา หรือมีในหลายประเทศ และมีความต้องการพิเศษเฉพาะของแบรนด์
✅ ข้อดี: ปรับแต่งฟีเจอร์ได้ตามต้องการทั้งหมด ไม่มีข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ควบคุมความปลอดภัย การจัดเก็บ และการนำไปใช้ของข้อมูลได้ทั้งหมด
❌ ข้อเสีย: ค่าใช้จ่ายสูงกว่าตัวเลือกอื่นๆ ใช้เวลาพัฒนานาน และจำเป็นต้องมีทีมในการจัดการกับแอปพลิเคชันไปตลอด
👉 ใครควรใช้โซลูชันแบบนี้? ธุรกิจที่ต้องการแอปพลิเคชันที่ไม่เหมือนใคร มีความเป็นแบรนด์ของตัวเอง มีกลยุทธ์ที่มีเฉพาะแบรนด์ของตนเอง มีงบประมาณในการลงทุนเพื่อสร้างและดูแลแอปในระยะยาว
ข้อสรุป
การเลือกแอป Loyalty ที่เหมาะกับธุรกิจ ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับเป้าหมายและกลยุทธ์ของธุรกิจ ขนาดของธุรกิจ งบประมาณ และทรัพยากรในการจัดการแอปพลิเคชัน
ไม่ว่าจะเป็นแอปแบบสำเร็จรูป กึ่งสำเร็จรูป หรือพัฒนาขึ้นมาใหม่เอง สิ่งสำคัญคือการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ ประสบการณ์ลูกค้าที่ดี และอินไซต์ที่เราจะได้จากระบบนั้นๆ
🚀 หากต้องการคำปรึกษาในการวิเคราะห์กลยุทธ์ หรือการวางแผนสรรหาหรือสร้างแพลตฟอร์ม Loyalty ที่เหมาะกับธุรกิจ F&B ของคุณ สามารถติดต่อมาสอบถามเราได้เลยครับ
ลองอ่านเคสของโปรเจกต์ที่เราช่วยลูกค้าทรานส์ฟอร์มประสบการณ์ลูกค้าด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชัน Loyalty
ASAP Project เป็นที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation ที่จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี
#LoyaltyApp



