ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไรในโลกการค้าที่ Tariff ไม่นิ่ง ด้วยกลยุทธ์จาก McKinsey
ท่ามกลางความผันผวนของนโยบายภาษีการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจจะปรับตัวและสร้างความได้เปรียบได้อย่างไร? บทความนี้สรุป 3 แนวคิดสำคัญจาก McKinsey เพื่อช่วยผู้บริหารกำหนดทิศทางธุรกิจในโลกที่ภาษีไม่แน่นอน
TYPE
Thoughts
3 ขั้นตอนวิเคราะห์กลยุทธ์
ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2025 สหรัฐอเมริกาปรับขึ้นภาษีนำเข้าแบบก้าวกระโดดจาก 2% เป็น 20% ภายในไม่กี่วัน หลายประเทศโต้กลับด้วยมาตรการทางการค้าใหม่ที่รุนแรง และธุรกิจที่ไม่วางแผนรับมืออาจเสียเปรียบอย่างรุนแรง
วันนี้เราสรุปบทความจาก McKinsey ที่นำเสนอ 3 ขั้นตอนเพื่อช่วยผู้บริหารตัดสินใจทิศทางของธุรกิจในตลาดโลกปัจจุบันที่ภาษีมีความผันผวนสูง
📖 อ่านบทความเต็ม (ภาษาอังกฤษ)
1️⃣ วิเคราะห์จุดยืนของธุรกิจ (Relative Positioning)
McKinsey แนะนำให้ธุรกิจประเมินตนเองจากสองมุมมอง:
1. ความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Y-Axis)
→ คุณได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าแค่ไหน เมื่อเทียบกับคู่แข่ง?
→ คุณสามารถรักษากำไร หรือควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าหรือไม่?
2. ความต้องการของลูกค้า (X-Axis)
→ ตลาดของคุณยังโตอยู่หรือหดตัว?
→ ลูกค้าพร้อมรับราคาที่สูงขึ้นหรือไม่?
ลองดูภาพด้านล่าง (หรือใช้ framework นี้) แล้วประเมินว่า “คุณอยู่ใน Quadrant ไหน?”

ลองถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองดูครับ
🔹 เปรียบเทียบต้นทุน-กำไรของคุณกับคู่แข่งในตลาดว่าเป็นอย่างไร
🔹 วิเคราะห์ว่าคุณยังสามารถรักษาราคาและ Margin ได้หรือไม่
🔹 พิจารณาว่าสินค้าของคุณมีโอกาสถูกแทนที่ได้ง่ายขึ้นหรือไม่
🔹 ช่องทางนำเข้า-ส่งออกของคุณได้รับผลกระทบหรือไม่
🔹 ลูกค้าจะยังซื้อสินค้าของคุณอยู่หรือไม่ ถ้าต้องปรับราคาขึ้น?
🔹 ตลาดหลักๆ ของคุณอยู่ในเส้นทางการค้าที่กำลังเติบโตหรือหดตัว?
2️⃣ กำหนดกลยุทธ์จากจุดยืน (Strategic Posture)
McKinsey นำเสนอ 4 กลยุทธ์หลักโดยดูจากจุดยืนของคุณ
🔸 ได้เปรียบชัดเจน มีดีมานด์ต่อเนื่อง → บุกตลาดและเร่งลงทุน
หากคุณอยู่ใน Quadrant ขวาบน คือ ไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากการขึ้นภาษี และตลาดกำลังเติบโต และไม่ไหวตัวกับราคามากนัก ควรเร่งลงทุนเพื่อการเติบโต
🔸 แข่งได้ดีแต่ดีมานด์ตก → เน้นรักษาฐานลูกค้า
หากคุณอยู่ใน Quadrant ซ้ายบน คือไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากการขึ้นภาษีมากนัก แต่ตลาดกำลังหดตัวหรือมีความไหวตัวด้านราคาสูง ควรที่จะรีบกินส่วนแบ่งตลาด และพยายามยึด Margin เอาไว้
🔸 คู่แข่งได้เปรียบ แต่ยังขายดี → ปรับโครงสร้างต้นทุน
หากคุณอยู่ใน Quadrant ขวาล่าง คือ ได้รับผลกระทบทางลบจากการขึ้นภาษี ราคาสู้คู่แข่งยาก และตลาดยังเติบโตดีอยู่ ควรจะปรับโครงสร้างต้นทุนภายใน เพื่อให้แข่งขันได้
🔸 กระทบทั้งต้นทุนและดีมานด์ ต้องปรับตัวมาก → ลดขนาดและโฟกัสใหม่
หากคุณอยู่ใน Quadrant ซ้ายล่าง คือ ได้รับผลกระทบทางลบแน่นอน และตลาดก็กำลังหดตัว ควรจะกลับมาตั้งต้นวางแผนกันใหม่ อาจจะต้องลดขนาดองค์กร หรือหาตลาดที่จะโฟกัสใหม่
3️⃣ ตัดสินใจด้วย Pressure-Test ผ่าน “ความไม่แน่นอน”
คำถามที่ต้องตอบก่อนจะตัดสินใจ:
✔️ สินค้าหรือตลาดไหนที่ยังมีความมั่นคงในหลายสถานการณ์ข้างต้น?
✔️ อะไรคือจุดเปลี่ยน (break point) ที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงด้ามกลยุทธ์ข้างต้น หรือ ลดขนาดธุรกิจ?
✔️ การตัดสินใจไม่ทำอะไรเลย จะมีความเสี่ยงกว่าการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงหรือไม่?
ในโลกที่การค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงเร็ว
สิ่งที่ธุรกิจควรทำไม่ใช่การ "รอให้ทุกอย่างแน่นอน"
แต่คือการเตรียมหลายทางเลือก และกำหนด "เงื่อนไขที่ชัดเจน" สำหรับการลงมือ เช่น:
ถ้า Tariff เกิน XX% จะย้ายโรงงานหรือไม่?
ถ้าตลาด A หดตัว จะชะลอการลงทุนหรือหาตลาดใหม่?
📌 สรุป
ในช่วงเวลาที่ “การเมืองกลายเป็นกลยุทธ์เศรษฐกิจ” ผู้บริหารต้องกลายเป็นนักวางแผนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ด้วย
การเข้าใจภาพรวมและวางแผนล่วงหน้า จะช่วยให้คุณไม่เพียงแค่ “อยู่รอด” แต่ “ใช้โอกาสนี้โตได้จริง”
📖 อ่านบทความต้นทางจาก McKinsey (ภาษาอังกฤษ): 👉 Tariffs and global trade: The economic impact on business
ASAP Project เป็นที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation ที่จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี



