• Thiti Kunajipimol

"From Assets to Access" เมื่อคุณค่าของธุรกิจอยู่ที่การเข้าถึง มากกว่าการครอบครอง

คุณยังจำช่วงเวลาที่ต้องไปยืนเลือกอัลบัมใหม่ล่าสุดของศิลปินคนโปรด หรือ DVD หนังฟอร์มยักษ์ที่พึ่งออกใหม่ที่แผงซีดี ได้หรือปล่าว ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเพียงความทรงจำดีๆในวัยเด็กและถูกแทนที่ด้วย Music and Movie Streaming Technology อย่าง Spotify และ Netflix ซึ่งแน่นอนว่าแนวคิดเหล่านี้กำลังแผ่ขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆเช่นกัน


เมื่อเทคโนโลยีอย่าง Cloud Computing แพร่หลายมากขึ้นจนแทบจะเป็นมาตรฐานในโลกปัจจุบัน ประกอบกับแนวคิด Sharing Economy ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสิ่งๆนั้นเสมอไปถึงจะสามารถใช้บริการได้ หลายธุรกิจจึงเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้นๆ มาเป็น การขายสิทธิในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการแทน และไม่ใช่แค่สินค้าขนาดเล็ก หรือ digital products เท่านั้น สิ่งของขนาดใหญ่อย่างรถยนต์ ที่คุณสามารถขับรถคันไหนก็ได้ในเครือข่ายจากจุดหนึ่ง ไปคืนยังอีกจุดหนึ่ง หรือแม้กระทั่งอสังหาริมทรัพย์ ที่ลูกค้าสามารถซื้ออพาร์ตเมนต์ในโครงการหนึ่งแล้ว ก็จะได้สิทธิที่จะเข้าพักในโครงการพันธมิตรอื่นๆที่ไหนก็ได้เช่นกัน ซึ่งนั่นหมายความว่าลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเพื่อครอบครองทั้งทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ได้มาซึ่ง สิทธิในการใช้งานไปพร้อมๆกัน


เมื่อมองย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีที่อย่าง อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เราจะสังเกตุได้ว่า ซอฟต์แวร์ในยุคใหม่นั้นได้เริ่มมีการให้บริการในรูปแบบ เช่าใช้ หรือ Subscription มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าบริการรายเดือน หรือรายปี ตามแต่เงื่อนไข แต่คำถามก็คือเราจะได้ประโยชน์อะไรจากรูปแบบการให้บริการดังกล่าว?


เริ่มต้นการลงทุนด้วยงบประมาณที่น้อยกว่า

ลองคิดดูนะครับ แต่ก่อนการที่คุณต้องไปซื้อ CD ซักแผ่นหนึ่ง(ที่อาจจะมีเพลงโปรดอยู่แค่สองเพลง) คุณอาจจะต้องจ่ายเงิน 200-300 บาท แต่ในปัจจุบัน ด้วยค่าบริการเพียงเดือนละ 100 บาท คุณก็สามารถเข้าถึงเพลงได้เป็นล้านๆเพลง เลือกฟังเพลงที่ชอบ และ ข้ามเพลงที่ไม่ใช่


ในส่วนของซอฟต์แวร์เองก็เช่นกัน มาตรฐานราคาซื้อขาดที่อาจสูงถึง 6-7 หลัก ที่ต้องจ่ายตั้งแต่แรกเพื่อติดตั้งใช้งาน อาจทำให้หลายๆคนไม่กล้าที่จะลงทุนกับซอฟต์แวร์ ตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งบริษัท แต่ด้วยการเข้ามาของบริการแบบเช่าใช้ จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นธุรกิจโดยมีซอฟต์แวร์ใช้ในราคาที่สบายกระเป๋าขึ้นมาก ซึ่งแน่นอนว่าการนั่นจะทำให้บริษัทของคุณมีรากฐานระบบงานที่แข็งแกร่งตั้งแต่เริ่ม


ไม่ใช่ก็เลิก ไม่เวิร์คก็เปลี่ยน

การให้บริการแบบเช่าใช้มักจะคิดราคาเป็นแบบรายเดือน (บางครั้งจะมีข้อเสนอการทำสัญญาเป็นรายปีเพื่อให้ได้ส่วนลดเพิ่มเติม) ซึ่งจะทำให้คุณมีอิสระในการ “เริ่มต้น” และ “เลิก” ใช้งานได้มากกว่าการซื้อ แบบครั้งเดียวจบ เพราะคุณอาจจะเสียดายเงินลุงทุน 6-7 หลัก ที่ได้จ่ายไป เมื่อคุณพบว่าซอฟต์แวร์นั้นๆ ไม่สามารถรองรับความต้องการของคุณได้อีกต่อไปแล้ว และนั่นจะทำให้ธุรกิจของคุณต้องติดกับดักความเสียดายและไม่กล้าขยับไปสู่ระบบอื่นๆ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจได้มากกว่า


ยืดหยุ่นมากกว่า ในการขยายตัว

หลายๆซอฟต์แวร์ที่ให้บริการแบบเช่าใช้จะมีวิธีการคิดค่าใช้จ่ายแบบรายหัว หรือ Per user ซึ่งจะทำให้คุณมีความยืดหยุ่นในการ ขยาย หรือ ลดขนาดทีมได้ เพราะค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะถูกคำนวนจาก จำนวนผู้ใช้งานเป็นหลัก


อีกทั้งในบางกรณี ผู้ให้บริการจะมีการแบ่งแพกเกจการใช้งานออกเป็น หลายๆระดับ ซึ่งหมายความว่าทีมงานที่ต้องใช้งานฟังชั่นเยอะๆก็อาจจะใช้แพกเกจระดับสูงๆ ส่วนคนที่ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบมาก อาจจะใช้แค่ระดับเริ่มต้นเพื่อเข้าถึงข้อมูลในบางส่วนเท่านั้นเอง ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในจุดนี้ได้ด้วยเช่นกัน


ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะกล่าวได้ว่า ใช้แค่ไหน จ่ายแค่นั้น


All-time Service and Update

เนื่องจากเป็นการซื้อบริการแบบเช่าใช้ ผู้ให้บริการจึงจะต้องปรับปรุงระบบของตนเอง ให้ตอบรับกับความต้องการของผู้ใช้งานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดใหม่ๆจากทางรัฐ หรือ งานพัฒนาความสามารถในด้านต่างๆของระบบ ซึ่งลูกค้าที่เช่าใช้ทุกท่านจะได้รับการอัพเดทเวอร์ชั่นที่ปรับปรุงแล้วได้โดยอัตโนมัติ

ในทางกลับกันหากเป็นการซื้อขาดก็จะต้องพิจารณาเงื่อนไขการให้บริการ ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือไม่ในการอัพเดท หรือการซื้อฟังชั่นอื่นๆเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การให้บริการแบบเช่าใช้ ไม่ได้แปลว่าจะดีกว่าบริการแบบซื้อขาดเสมอไป ทั้งในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หรือ อุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะในระยะยาวแล้วค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอาจจะสูงกว่าก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องเดินทางด้วยรถยนต์ทุกวัน แต่คุณเลือกจะใช้วิธีการเรียก Taxi ผ่าน Application ตลอด ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็อาจจะสูงมากกว่าการซื้อรถส่วนตัวขับเอง แต่แน่นอนว่านอกจากค่าใช้จ่ายหลักๆแล้วก็จะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยอย่างเช่น การหาที่จอดรถ ค่าบำรุงรักษา ค่าประกันภัย และ ความสะดวกในการเรียกใช้งาน


สุดท้ายนี้ เราเชื่อว่า เทรนด์ของธุรกิจโลกในทุกๆอุตสาหกรรมจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางของการจำหน่าย ”สิทธิการเข้าถึง” มากกว่า ”สิทธิการครอบครอง” สินค้า บริการ และ ข้อมูล มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่คุณควรจะเริ่มทำคือ การเข้าใจความต้องการของตนเองให้ดีก่อน เพื่อที่จะเลือก รูปแบบการบริการที่ตอบโจทย์ของคุณมากที่สุดต่างหาก